บทที่ 1 ย้อนกลับมา
บทที่ 1 ย้อนกลับมา
กลิ่นยาขมคลุ้งอยู่ในปาก เจียงหว่านอี๋นอนนิ่งอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ ลมหายใจแต่ละครั้งเบาจนแทบไม่ได้ยิน
เลือดสีแดงคล้ำไหลจากมุมปาก หยดลงบนอาภรณ์สีขาวที่เคยงดงาม จนมองไม่เห็นลวดลายเดิม
นางเพิ่งอายุสิบแปดปี สิบแปดปีเท่านั้น ครั้งหนึ่งนางเคยเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนเจียง เป็นบุตรสาวคนแรกของภรรยาเอก เกิดมาก็มีสาวใช้รายล้อม เสื้อผ้าต้องใช้ผ้าชั้นดี เครื่องประดับต้องเป็นของล้ำค่า แม้แต่ดอกไม้ที่ปักแจกันในเรือน หากนางไม่ชอบก็ไม่มีผู้ใดกล้าวางไว้ให้รกสายตา
แต่ยามนี้ แม้แต่แรงจะยกมือเช็ดเลือดตรงมุมปากยังไม่มี เบื้องหน้าของนางมีรองเท้าหนังสีดำคู่หนึ่ง เจ้าของรองเท้าคู่นั้นยืนอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว เจียงหว่านอี๋ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
ชายหนุ่มในชุดขุนนางสีเข้มยืนมองนางด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ใบหน้าของเขาหล่อเหลา คิ้วเข้ม ดวงตาเย็นชา ร่างสูงตรงหน้าไม่เหมือนเด็กหนุ่มผอมบางที่เคยเดินตามหลังคนในจวนเมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว
ไม่มีใครกล้าดูหมิ่นเขาอีก ไม่มีใครกล้าสั่งให้เขาคุกเข่า และคงไม่มีใครกล้าตบเขาเพียงเพราะอารมณ์ไม่ดีเหมือนที่นางเคยทำ
เจียงหว่านอี๋มองเขาอยู่นาน “ขม...” เสียงที่หลุดออกมาจากลำคอแผ่วเบาเสียจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง เมื่อครู่นี้มือข้างหนึ่งของเขาบีบกรามนางเอาไว้ ส่วนอีกมือยกถ้วยยาขึ้นจรดริมฝีปาก ก่อนบังคับให้นางกลืนยาพิษลงไปจนหมดถ้วย
นางดิ้นรนแล้ว ข่วนมือเขาจนเป็นรอยแล้วแต่สุดท้ายก็ยังต้องกลืนมันลงไปอยู่ดี ขมจริง ๆเจียงหว่านอี๋ไม่เคยคิดมาก่อนว่ายาพิษที่คร่าชีวิตคนจะขมถึงเพียงนี้ นางหัวเราะเย้ยหยันตัวเอง ก่อนเสียงนั้นจะกลายเป็นเสียงไอ เลือดอีกสายไหลออกจากริมฝีปาก
“เซี่ย...จิ่งเหิง” ชายหนุ่มจึงก้มลงมองนางดวงตาคู่นั้นไม่มีความเห็นใจแม้แต่น้อย เจียงหว่านอี๋กลับไม่รู้สึกแปลกใจ เขาจะสงสารนางได้อย่างไร ตั้งแต่เซี่ยจิ่งเหิงเข้ามาอยู่ในจวนเจียงตอนอายุสิบสาม นางไม่เคยมอบสิ่งดีใดให้เขาสักครั้ง
ตอนนั้นนางอายุสิบเอ็ด เป็นคุณหนูใหญ่ที่ถูกตามใจจนเคยตัว นางไม่ชอบเด็กหนุ่มแปลกหน้าที่ถูกพาเข้ามาในจวน ไม่ชอบใบหน้าเงียบขรึมของเขา ไม่ชอบที่บิดาอนุญาตให้เขาเรียนหนังสือร่วมกับบุตรหลานในจวน และยิ่งไม่ชอบเมื่อมีคนเอ่ยชมว่าเด็กผู้นี้เฉลียวฉลาด
เพราะฉะนั้นนางจึงรังแกเขา แย่งของเขา ลงโทษเขา บางครั้งผู้อื่นกลั่นแกล้งเขาต่อหน้าต่อตา นางยังยืนมองอย่างเบิกบาน
หลายปีผ่านไป เด็กหนุ่มที่ใคร ๆ เหยียบย่ำกลับสอบได้ตำแหน่งสูง มีผู้ใหญ่สนับสนุน หนทางขุนนางเปิดกว้างอยู่เบื้องหน้า ส่วนจวนเจียงกลับเริ่มตกต่ำ สุดท้ายคนที่เคยอยู่ใต้เท้านางจึงยืนอยู่ตรงหน้าในวันนี้
เจียงหว่านอี๋ไม่คิดถามว่าเหตุใดเขาจึงฆ่านาง ถามไปเพื่ออะไร นางเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยทำให้เขาเจ็บกี่ครั้ง
“เซี่ยจิ่งเหิง...” นางเรียกชื่อเขาอีกครั้งชายหนุ่มยังคงเงียบ เจียงหว่านอี๋จ้องเขา ดวงตาค่อย ๆ พร่ามัว นางกลัวตาย แต่ในเมื่อยาพิษลงท้องไปแล้ว ต่อให้คุกเข่าขอร้องเขาตอนนี้ เขาก็คงไม่หายาถอนพิษมาป้อนนาง นางรู้จักเขาดี
หากย้อนกลับไปได้..ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างไร้สาระ หากย้อนกลับไปได้ นางจะไม่รังแกเขาอีก ไม่สิ นางจะไม่เข้าใกล้เขาเลยต่างหาก
เซี่ยจิ่งเหิงเดินไปทางตะวันออก นางจะไปทางตะวันตก เขาอยู่ที่ใด นางจะไม่เฉียดเข้าไปใกล้ร้อยลี้ หากเห็นเขาอยู่ริมถนน นางจะสั่งคนหามเกี้ยวอ้อมไปอีกทาง...
ขอเพียงอย่าให้ต้องตายด้วยมือเขาอีกก็พอ
ความเจ็บปวดในท้องรุนแรงขึ้น เจียงหว่านอี๋งอตัว เล็บจิกลงบนพื้น ก่อนสติจะดับวูบ นางเห็นชายหนุ่มตรงหน้าขยับเข้ามาใกล้ แต่ไม่มีแรงมองแล้ว นางหลับตาลง ลมหายใจสุดท้ายขาดหายไปพร้อมกับความคิดหนึ่ง
ชาติหน้า...ข้าไม่ขอพบเจ้าอีก
“คุณหนูใหญ่?” เสียงหนึ่งดังอยู่ข้างหู
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ?” หนวกหูจริง!
คนกำลังจะตาย ยังมีผู้ใดกล้ามาเรียกอีก
เจียงหว่านอี๋ขมวดคิ้ว “คุณหนูใหญ่ จะให้บ่าวเริ่มเลยหรือไม่เจ้าคะ?”
เริ่มอะไร นางตายไปแล้วมิใช่หรือ เจียงหว่านอี๋พยายามลืมตา เปลือกตาหนักอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแสงสว่างจะพุ่งเข้ามาจนต้องหรี่ตา สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่ห้องมืดเย็นเยียบก่อนตาย แต่เป็นลานเรือนที่คุ้นตาเหลือเกิน ต้นไห่ถังข้างกำแพงยังเล็ก ใต้ชายคาแขวนกรงนกสีทอง บนโต๊ะหินมีถ้วยชาที่นางชอบใช้ตอนเด็กวางอยู่
เจียงหว่านอี๋นิ่งงัน “คุณหนูใหญ่?” สาวใช้ข้างกายเรียกอีกครั้ง นางหันไปมอง ใบหน้าของอีกฝ่ายอ่อนเยาว์กว่าที่อยู่ในความทรงจำหลายปี
หัวใจของเจียงหว่านอี๋กระตุกแรง จากนั้นสายตาก็ค่อย ๆ เลื่อนลงไปยังกลางลาน มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้น เสื้อผ้าของเขาเก่าเล็กน้อยแต่สะอาด หลังเหยียดตรง ใบหน้าก้มต่ำจนมองเห็นเพียงสันจมูกกับริมฝีปากที่เม้มแน่น เด็กหนุ่มอายุราวสิบสามปี กลิ่นไอรอบตัวเย็นชาราวน้ำแข็ง เขายังไม่มีชุดขุนนางสีเข้มอยู่บนร่าง
